20260331_5 จากเตาน้อยถึงเตาใหญ่ FromThisStoveToThatStove
จากเตาน้อยถึงเตาใหญ่
FromThisStoveToThatStove
(20260331_5 บัญชาชีวิต)
พอดีโดนมอบหมายให้อ่านและเขียนบทนำให้หนังสือของพี่บ่าว
ยาวกว่า ๑๕๐ หน้าเอสี่
อ่านสามคืนแทบไม่ได้หลับนอน
แล้วร่ายออกมาตามนี้ ...
เผื่อถูกเซ็นเซ่อร์ ก็เลยขอปล่อยให้อ่านกันพลางก่อนครับ ...
ในฐานะน้องร่วมท้องแม่พ่อ น้าพาและพี่น้อง ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว เล่มนี้ของพี่ชายผม ที่หลายเรื่องร่วมอยู่ในเหตุการณ์ หลายเรื่องเคยคุยกัน และหลายเรื่องก็เคยถูกเล่าและได้อ่านแล้วอ่านเล่า แต่ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่แตกต่างและสนุก ยิ่งเมื่อมีการเอามาร้อยเรียงเป็นเล่ม ทั้งเล่มนี้และอีก ๓ เล่มร่วมชุด ในฐานะคนบ้าหนังสือ บ้าอ่าน รวมทั้งบ้าประวัติศาสตร์ บ้าชีวประวัติบุคคลและเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ร่วมสมัย (ไม่ใช่ในฐานะน้อง) ผมจึงเห็นว่าเป็นอีกงานหนังสือที่ไม่ธรรมดาในบรรณพิภพนี้ ที่พี่ชายของผมคนนี้กำลังสร้างสรรค์อย่างควรยอมอีกจนได้
ทั้งนั้นในเล่มนี้ที่มาจากที่เขียนโพสต์ทางเฟสบุ๊ค ๕๗ เรื่อง กับอีก ๓ คำบรรยาย สัมภาษณ์และบทความ ที่ผมลองจัดกลุ่มได้ ๕ กลุ่มที่ล้วนชวนติดตาม ไม่ว่าจะ เทือกเถาเหล่ากอ เข้ากรุง โลดแล่น ชีวิตและการงาน (รวมการแต่งงานด้วยที่แม้จะมีตรง ๆ ตอนเดียว แต่มีนางเอกของเรื่องออกมาเป็นระยะ ๆ ให้เห็นได้ถึงบทบาทสำคัญคู่ชีวิต) ส่วนบางเงาเวลาในชีวิต ที่เขียนถึงบุคคลที่เคารพนับถือโดยมุ่งหมายส่วนที่เป็นข้อคิดของชีวิตในส่วนที่พี่ผมสัมผัสนั้น อุดมไปด้วยทัศนะและข้อคิดไม่ธรรมดาของพี่ชายผมคนนี้ ที่มากมายล้นเหลือ โดยรวมแล้วผมไม่เห็นจะต้องเขียนนำหรือมีคำนิยมอะไร เพราะเขียนไปก็ไม่น่าจะดีได้ แถมใคร ๆ ก็หมายจะอ่านของจริงมากกว่า
------------------------------------------
เทือกเถาเหล่ากอ : ๒.บ้านที่อยากลืม ๓.ลื่อขุนด่าน ๔.หลานขุนบวร ๕.คำสอนของแม่ ๖.พี่น้องร่วมอุทร ๗.ถิ่นความหลัง ๒๓.ตำนานของพ่อ ๓๓.รำลึกพระคุณ ๓๔.คืนอำลาแม่
เข้ากรุง : ๘.บ้านนอกเข้ากรุง ๙.เด็กปากบอน ๑๐.เผด็จการใจดวงใจ ๑๑.อำมาตย์ผู้ภักดี ๑๑.(ซ้ำ)ลองวิชา ๑๒.ครั้งหนึ่งหน้าที่นั่ง ๑๓.จดหมายเปลี่ยนชีวิต ๐.Like a Bird Out of The Nest
โลดแล่น : ๑๔.ดุจจะดีบัณฑิต ๑๕เฟรชชี่ขบถ ๑๖.นิสัยดีเพียงหนึ่งเดียว ๑๗.น้ำใจนักกีฬา ๑๘.วิชารักบี้ ๑๙.วิบากของบักควาย ๒๐.ผ่าเข่าเปลี่ยนชีวิต ๒๑.กระดูกเกเร ๒๒.ความผิดของตัวเรา ๒๖.คนติดเพื่อน ๒๗.คำสั่งได้ ๒๘.ความแตกต่างและเติบโต ๒๙.สายใยของวัยเยาว์ ๓๐.เยาวชนคนเดือนตุลา ๓๑.คำสารภาพของฝ่ายขวา
ชีวิตและการงาน : ๑.ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว ๒๔.หัวใจไม่เคยพิการ ๒๕.เคล็ดชีวิตคู่ ๓๒.ก้าวแรกของการทำงาน ๐.เตากับแต๋งแต๋ง – เรื่องของความดื้อที่สร้างคนและหมา ๐.คิด เขียน พูด และหางกระดิกหมา ๓๕.วิกฤตสุขภาพ ๓๖.เคล็ดเตรียมแก่ ๓๗.เสียดายโอกาส ๓๘.ความต้องการอันสามัญ
๓๙.บางเงาเวลาในชีวิต อานันท์ ปันยารชุน / เสนาะ อูนากูล / มรว.จัตุมงคล โสณกุล / เติมศักดิ์ กฤษณามาระ / จักรพันธุ์ โปษยกฤต / โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ / อัมมาร สยามวาลา / นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ / วีรพงษ์ รามางกูร / มรว.ดิศนัดดา ดิศกุล / ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ / ชัยอนันต์ สมุทวณิช / จุลสิงห์ วสันตสิงห์ / สุรินทร์ พิศสุวรรณ / อนุมงคล สิริเวทิน / คีแวน วัตต์ส / ฐากูร บุนปาน / เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
------------------------------------------
แต่ในเมื่อคณะบรรณาธิการยืนยันให้ผมเขียนด้วยน่าจะเห็นว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกและ(ผมนี้)พึ่งพลอยกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อแหวกออกจากทั้ง ๖๐ เรื่องในนี้ ผมจึงขอเติมอีกบางแง่มุมที่ผมมีทัศนะต่อพี่ชายคนนี้ เพราะพี่คนนี้นี่แหละ ชีวิตผมจึงเป็นอย่างนี้
๑) ที่สาว ๆ อักษรจุฬากล่าวชื่นชมยอดนักกีฬาเฟรชชี่แห่งจุฬาว่า “มันควาย มันบักเสียจริง ๆ” นั้น ออกอาการมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำครับ เพราะว่าอันที่จริงแล้วที่พี่เขาออกตัวมากว่าเป็น “wednesday boy” ของพ่อแม่และพวกเรา ๖ พี่น้องนั้น อันที่จริงไม่ได้ถึงขนาดนั้น อันนี้ไม่ได้แก้ตัวให้พ่อให้แม่นะครับ แต่ที่จริงคือน้าพา (ยุพา บวรรัตนารักษ์) น้องของแม่ที่ไม่แต่งงาน ขอพี่ผมคนนี้ไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่ไม่เพียงเพราะดื้อมาก ฟังมาว่าดื้อมากถึงขนาดดิ้นจนเอาไม่อยู่ต้องส่งคืนพ่อแม่ แล้วที่ชีวิตผมเปลี่ยนก็เพราะน้าพาไม่ยอมยกเลิกความตั้งใจและเอาผมอยู่ จำได้ว่าเวลาผมดื้อแล้วน้าพาตีด้วยก้านมะยมงี้ ร้องดิ้นบนพื้นบ้านอย่างกับอะไรดี เข้าใจว่าการดิ้นของพี่กับของผมน่าจะต่างกัน อย่างเช่นตอนป่วยหนักอยู่ไอซียูที่โรงพยาบาลครั้งใหญ่ พวกพยาบาลบ่นกันอุบว่าถูกคนไข้คนนี้ชกต่อยเตะถีบอุตลุต จนตอนก่อนออกจากโรงพยาบาลต้องบอกให้ขอโทษทำขวัญพยาบาลกันทั้งแผนกเลย
๒) ตอนมาเรียนวชิราวุธนั้นมีหลายเรื่อง อ่านในนี้แล้วจึงเข้าใจเลยว่าทำไมครูวชิราวุธจึงชื่นชมผมมาก ส่วนท่านผู้การฯ พระยาภะรตราชานั้น ผมนี้ต้องระวังตัวเป็นสองสามเท่า เกรงว่าท่านจะถามสักครั้งว่า “นี้พงษ์พานิชด้วยอีกคนรึ” แล้วฝ่ามือพิฆาตและนานากำปั้นจะลอยมาอย่างที่พี่ชายคนนี้ได้รับ ซึ่งลงท้ายท่านน่าจะปล่อยหมดกับพี่ชายผมแล้วก็เป็นได้ ผมจึงไม่เคยมีประสบการณ์นี้ครับ แต่ที่ได้รับเต็ม ๆ คือบารมีพร้อมสมญา ที่เพื่อนทุกคนก็เลยพาลยกให้ผมนี้เป็น “เตาน้อย” ต่อจาก “เตาใหญ่” และ “เตากลาง-บรรจวบ พงษ์พานิช” จนเมื่อจบวชิราวุธแล้วผมสอบติดหมอเชียงใหม่ พี่คนนี้ครับที่ปรามาสผมว่า “เรียนหมอให้โง่ จะเหนื่อยตาย” คล้าย ๆ ว่าเรียนเศรษฐศาสตร์สบายกว่า อ่านนี้แล้วจึงเข้าใจได้ว่าพี่แกไม่ได้เรียนต่างหาก เอาแต่ป้อไปป้อมา ขณะที่ผมนี้เรียนเกือบเป็นเกือบตาย จบออกมาก็ไม่ค่อยทำงานทำการเป็นเรื่องเป็นราว ย้ายที่ทำงานทุก ๕ ปี ขณะที่พี่เขาทุ่มเททำงานจำเจไม่เคยย้ายไปไหนเลย และเพื่อให้สมคำปรามาสก็คืออยากทำอะไรก็โทรบอกพี่ชายคนนี้ให้ช่วยจัดให้ อย่างเช่นตอนเรียนอยู่สวนดอก ตอนนั้นทำกิจกรรมมาก อยากได้เครื่องพิมพ์ดีดส่วนตัวไว้ใช้ทำงาน ก็โทรขอจากพี่ชายคนนี้ ตอนเกิดสึนามิที่ชายฝั่งอันดามัน ลงไปเห็นผู้คนล้มตายเสียหายคณานับ ก็โทรบอกพี่ชายคนนี้ว่าถ้าจะช่วยอะไรให้รอพวกผมก่อน เห็นระดมทุนให้ตลาดทุนและนายทุนมาแล้วสารพัดรูปแบบ ขอทาบทามมาช่วยชาวบ้านบ้าง จนออกมาเป็นขบวนการ Save Andaman Network ที่พี่มาช่วยจัดระบบบริหารจัดการโครงการและบัญชีให้น้อง ๆ NGO ภาคใต้จนลงตัวพร้อมกับช่วยวางแผนและประสานการระดมทุนจนขยายได้กว่า ๒๐๐ ล้านบาท ช่วยพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านชายฝั่งตลอดอันดามันได้มากกว่าที่กรมการประมงทำ เพราะทางกรมประมงยังต้องมาขอผลงานพวกเราไปประกอบรายงาน ระหว่างนั้นเกิดไปเจอหลักฐานลูกปัดสารพัดเต็มพื้นที่ ก็หาเหตุว่าต้องเก็บรักษาเป็นหลักฐานของแผ่นดินจนหมดเงินตัวเอง ก็โทรหาพี่ชายคนนี้บอกว่างานนี้ทำในนามของสุธีรัตนามูลนิธิที่ใช้ฉายาของพ่อกับแม่ จนถูกซ้ำเติมเสมอว่าผมนี้นั้นแนวธรรมะสะสม ทั้ง ๆ ที่ผมบอกว่าเป็นธรรมรักษากับธรรมศึกษาพี่ผมก็ยังไม่ลดละแต่ก็ยังเกื้อหนุนเสมอมา แถมยุไว้ว่าทำอะไรให้ทำให้สุด ๆ ไปเลย จนออกมาเป็นงานสุวรรณภูมิที่กำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
๓) ความเป็นลูกวชิราวุธ นิสิตจุฬา สมาทานทุนเสรีนิยม ของพี่ผมคนนี้ แถมเคยอยู่พรรคอนุรักษ์จุฬาด้วยนั้น คนละแนวกับผมมาก เพราะเมื่อไปเรียนเชียงใหม่ก็ถูกรุ่นพี่และเพื่อน ๆ ชวนเข้าหามวลชน ขนาดที่พี่ผมเล่าไว้ในนี้ว่าแม่กับน้าพายังต้องขอให้ไปปรามไว้ โดยเรื่องนี้เป็นหัวข้อที่พี่กับผมเห็นไม่สอดคล้องกันเสมอ ๆ โดยผมก็ยังแย้งว่าอย่างไรเสียคนมีกำลังมากโอกาสมากก็ได้เปรียบและเอาเปรียบเรื่อยไป จนแม้เมื่อภายหลังที่แม้ผมไม่ได้เลือกแนวธรรมิกสังคมนิยมอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสที่สวนโมกข์ มาเลือกสมาทานธรรมนิยม ก็ยังสู้แนวทุนเสรีนิยมของพี่ผมได้ยากมาก สุดท้ายหลังผมเลิกทำงานประจำมาเป็นอาสาสมัครอิสระสาธารณประโยชน์อยู่พักใหญ่ โดยชอบแวะไปขลุกอยู่ที่สวนโมกข์ไชยาเสมอ ๆ จนพี่ชายคนนี้เกิดสงสัย ทำเป็นว่าขอตามไปดู แล้วตามวิสัยฝ่ายนักลงทุน พี่ผมเกิดมองว่างานท่านอาจารย์พุทธทาสทั้งหลายนั้นคือ wealth of the nation & mankind หากได้นำไปสร้างทำเป็นหอจดหมายเหตุและอะไรต่าง ๆ ที่กรุงเทพ จึงจะสมค่า ผมจึงยื่นข้อแม้ทันทีว่าถ้าอย่างนั้น พี่ต้องช่วยผมทุกประการเพราะจริง ๆ แล้วผมไม่ได้อยากอยู่กรุงเทพ จึงลงเอยออกมาเป็นสวนโมกข์กรุงเทพอย่างที่เป็นในทุกวันนี้มา ๑๕ ปีแล้ว โดยพี่ผมคนนี้คือคนหนุนเสริมการบริหารจัดการสารพัด รวมทั้งการระดมทุนต่าง ๆ ด้วย ประมาณว่าเมื่อสู้ไม่ได้ก็ขอให้ช่วยเอาทุนนิยมมาหนุนธรรมนิยมซะ และที่ไปไกลกว่านั้นพี่ผมคนนี้ยังเอานานาหลักธรรมในพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ บริหารองค์กรและบุคคลต่าง ๆ ได้อย่างแนบเนียนเหลือเชื่อ อย่างเช่นการนำหลักธรรมไปใช้ในกิจการกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรที่เหมือนเป็นกรอบการขับเคลื่อนหนึ่งขององค์กรที่ว่าอิทธิบาทในงาน พรหมวิหารต่อเพื่อนร่วมงาน ที่ท้าทายพวกเราที่สวนโมกข์กรุงเทพมาก
๔) มีที่อยากขอเติมเล็กน้อย ในเรื่องคืนอำลาแม่และวิกฤตสุขภาพ ที่ยังท้าทายและค้างคามากคือ ในช่วงท้ายของของการรักษาแม่ แม่เคยถึงกับบอกว่าขอไม่นอนห้องนั้นห้องนี้ เพราะกลางคืนมีคนมาหา บอกว่ารอแม่มานานแล้ว ชวนแม่ไปด้วยแต่แม่บอกว่าตอบไปในภวังค์ว่ายังไม่ไปหรอก ขออยู่กับลูก ๆ ก่อน แม้พวกเราจะไม่เชื่อแต่ก็ขอย้ายห้องให้แม่จนแม่บอกว่าไม่มีใครมาชวนอีกก็ตาม แต่งานนี้ผมขอให้แม่เล่าถึงหน้าตารูปพรรณสัณฐานและสุ้มเสียง แล้วลองไปถามหมอในโรงพยาบาล คำตอบที่ได้รับกลับมาเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ที่สุด เรื่องนี้แม้ผมเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อจนบัดนี้ ส่วนพี่ผมคนนี้ไม่มีวันเชื่อ ส่วนเมื่อคราววิกฤตสุขภาพของพี่ผมที่ผมคิดเอาเองว่า พี่เขาน่าจะมีอะไร ๆ ในภวังค์บ้างเป็นแน่ แต่ก็ไม่เคยถาม จำได้แต่ว่าวันนั้น เย็นวันที่ ๒๘ เมษายนที่พี่ผมอิ่มอาหารแล้วนั่งอยู่กับพี่หงิด เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น จู่ ๆ ก็มือตกแล้วพูดอ้อแอ้ไม่รู้เรื่อง พอดีตอนนั้นผมอยู่ด้วย รู้ทันทีว่าเกิดภาวะอุดตันเส้นเลือดในสมองแน่แล้ว หลังตามตัวพยาบาลเข้าไปดูและรอประสานหมอมาตรวจสั่งการต่อนั้น ผมไม่รอช้าเข้าไปสั่งการด้วยโดยเฉพาะให้ขอคำปรึกษาและเชิญหมอผู้เชี่ยวชาญการดึงลิ่มเลือดจากศิริราชมาทันที โดยไม่ต้องรอผลการนำพี่ผมลงไปฉีดสีแล้วค่อยตาม จำได้ว่ามีคำถามลอยมาว่านี้ใครสั่ง “คุณหมอบัญชาสั่ง” ผมได้ยินพยาบาลรายงานแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น คือผมได้พูดสายกับอาจารย์จากศิริราชแล้วอาจารย์ท่านก็เดินทางตรงมารอดูผลการฉีดสีแล้วดึงลิ่มเลือดออกมาได้ภายใน ๒ ชั่วโมง ก่อนที่จะผ่านช่วงที่ทางการแพทย์เรียกว่า Golden Period คือภายใน ๓ - ๖ ชั่วโมงได้ เอาเป็นว่าที่ผมเรียนหมอมานี้ก็ได้ทำอีกหน้าที่นี้ให้พี่ ที่ผมนี้ดีใจมาก แบบว่าเฝ้าพี่คนนี้ไม่แพ้การเฝ้าพ่อเฝ้าแม่และน้าพาเลยครับ อ้อ พอดีพี่ผมเล่าถึงน้าพาบ่อย ๆ กรณีของน้าพานี้อันที่จริงน้าพาบอกกับผมไว้ตั้งแต่แรกป่วยแล้วว่าพอแล้ว ขอไม่ไปโรงพยาบาล แต่เมื่อพวกเราขอร้องว่าน่ายังไม่ถึงเวลา ขอให้พวกเราได้พยายามกันอย่างที่สุด ก็พี่ผมคนนี้เลือกวิธีเช่าเครื่องบินแอร์เอเซียเหมาลำนำหมอกับพยาบาลจากกรุงเทพ ๒ คน ลงมาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจให้น้าพาถึงเมืองนคร จนน้าพาสามารถฟื้นคืนมาอยู่กับพวกเราได้อีก ๘ เดือนด้วยครับ
๕) สำหรับบทท้ายบางเงาเวลาในชีวิต ที่น่าอ่านและสนุกไม่แพ้ ๔ กลุ่มแรกนั้น เฉพาะเงาแรกคือท่านอานันท์ ปันยารชุนนั้น ตอนที่ท่านรับเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) โดยมีท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีเป็นรองประธานนั้น อาจารย์หมอประเวศเป็นคนเสนอให้ผมเข้าไปเป็นกรรมการนี้ด้วย เพราะช่วงนั้นพวกเราในภาคใต้ในนามของสุธีรัตนามูลนิธิ กำลังทำโครงการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนภาคใต้ในชื่อโครงการดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้ และมีกิจกรรมว่าด้วยกระบวนทัศน์อิสลามเพื่อการพัฒนากันอยู่คู่กับกิจกรรมสวนโมกข์เสวนา ตอนที่ท่านทูตวิทย์ รายนานนท์ประสานนั้นผมตอบปฏิเสธด้วยเหตุที่ไม่เชื่อใจในการตั้งคณะกรรมการนี้ของรัฐบาลว่าจริงใจ ด้วยเห็นชัดว่าเป็นเพียงการแก้เกี้ยวทางการเมืองมากกว่า ครั้นถูกท่านทูตสำทับว่าท่านอานันท์มอบหมายมาว่าถ้าใครไม่รับ ท่านจะมาพบด้วยตัวเอง เจอความตั้งใจของท่านอานันท์และอาจารย์หมอประเวศคราวนั้น ผมนี้นับถือในจิตใจเพื่อชาติบ้านเมืองของท่านมาก ยิ่งได้ร่วมงานแล้วยิ่งยอมใจว่าท่านก้าวพ้นการเมือง ยอมรับใช้เพื่อชาติอย่างไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่ผมนี้ยังไม่ถึงไหน กรณีนี้จำได้เหมือนกันตอนที่พี่ผมรับเป็นซุปเปอร์บอร์ดของอีกรัฐบาล ผมก็ถามเหมือนกันว่าไว้ใจได้หรือ ผมงี้หลาบแล้ว พี่ผมคนนี้บอกว่าต้องลอง แล้วก็จัดเต็มแบบเสริมทีมทำกันจนทึ่ง ในเล่มนี้มีเรื่องเล่าประปราย หากอยากสนุกต่อต้องไปอ่านในเล่มอื่น ๆ ครับ น่าสนุกและมีเรื่องเล่าตอนจบที่เจ็บกว่าผมครับ ส่วนในเงาอื่น ๆ อีก ๑๗ ท่าน ห้ามพลาดที่เตาเจอหม่อมเต่านะครับผม
แนะนำเท่านี้นะครับ กลัวจะล่วงเกินพี่ชายผู้มีอุปาระมาก เดี๋ยวไปโทรหาก่อนดีกว่า
เต้ย - เตาน้อย - บัญชา พงษ์พานิช
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙ บ้านบวรรัตน์ และ บวรนคร นครศรีธรรมราช
ทั้งนี้ถ้าใครอดรอหนังสือชุดนี้ที่จะมี ๔ เล่มด้วยกันไม่ไหว
ก็ลองไปไล่อ่านย้อนหลังในเฟสบุ๊คได้เลยครับ
สำหรับรูปนี้ ดูออกไหมครับว่าใคร ผมนี้ก็นึกไม่ออกว่าตอนนั้นคิดไงถึงวาดรูปนี้
น่าจะวาดราว ๆ ปี ๒๕๑๖ - ๑๗ ที่ขี้เกียจเล่นกีฬาอย่างพี่ ๆ
แล้วไปทำตัวเป็นติ๊ด หิ้วเฟรมวาดรูปทำเท่รอบโรงเรียนวชิราวุธเลยครับ
เสียแต่ว่าสู้พี่จักรพันธ์ไม่ได้ ๕๕๕
๓๑ มีนา ๖๙ ๑๑๕๕ น.
สวนโมกข์กรุงเทพ
https://www.facebook.com/photo?fbid=2065860787642366&set=pcb.2065860880975690

