Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
12 March 2026

20260301_3 เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ... TheRealStory

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ...

TheRealStory

(20260301_3 บัญชาชีวิต)

จังหวะหนึ่ง นายเรียง สีแก้ว ถามขึ้นมาว่าผมกับ บรรจง นะแส เจอกันและคบเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร

คนหนึ่งอยู่นครเรียนวชิราวุธและ มช.

อีกคนอยู่สงขลา เรียนวรนารีเฉลิมกับ มอ.

ผมก็จำได้ไม่ชัดแต่บรรจงดันจำได้

ตามที่เรียงสรุปไว้ตามท้ายนี้นี้ แต่มีไม่ถ้วนบ้างตามนี้ครับ ...

สองคนนี้รู้จักกันได้อย่างไร?

ได้นั่งฟังความหลังของผู้อาวุโสทั้งสองคน บรรจง นะแส  และคุณหมอ Bunchar Pongpanich จึงอยากเล่าต่อ ไม่รู้อิถุกดุหลาวหม้าย เอาความลับสรรค์มาเปิดเผย

เรื่องแรก : สองคนนี้มารู้จักกันได้อย่างไร?

   น้าจง : สถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงปี 2523 - 2525 อยู่ในช่วงการยุติบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย หลังปี 2523 นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหวหลายคน เริ่มมีการออกจากป่า กลับเข้าเมือง แต่จวบจนถึงปี 2525 ในภาคใต้ ยังคงมี "สหาย" อีกหลายคน ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ ยังคงต่อสู้ต่อ

   ช่วงนั้นน้าจงได้จบการศึกษา และได้ไปทดลองทำงานที่อำเภอแห่งหนึ่ง จนได้เรียนรู้ว่า ไม่ชอบระบบที่พบเห็น และด้วยอุดมการณ์บางอย่าง จึงผันตัวเข้าสู่งานใหม่ ที่เรียกว่า "งานพัฒนา" และได้ไปอยู่กับชุมชนประมงแห่งหนึ่ง แถบจังหวัดสงขลา เพื่อมุ่งมั่นงานด้านการปกป้องทะเล ซึ่งต่อมาในภาคใต้เรียกนักพัฒนากลุ่มนี้ว่า "์NGO เล"

:

   หมอบัญชา : หลังจากจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2523 ได้เริ่มต้นเส้นทางการทำงานและงานอาสาสมัครที่หลากหลาย เช่นการเป็นแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในสงขลา และแถบภาคใต้ (ผิดถูกอย่างไรคุณหมอมาแก้นะครับ อิอิ)

   แต่ด้วยอุดมการณ์ลึกๆที่อยากทำงานพัฒนา ฟังความได้ว่า มีการเริ่มงานบางอย่างกับมูลนิธิโกมลคีมทอง และได้รับคำแนะนำให้ติดต่อประสานงานไปยังคุณบรรจง จึงได้ขับรถไปหาคุณบรรจงที่ชุมชนประมงแห่งหนึ่ง

   จึงนับได้ว่า เป็นจุดริเริ่มที่สองคนนี้ได้มารู้จักกัน และต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2528 ทางคุณหมอบัญชา ก็ได้มาทำร้านหนังสือที่นครศรีฯ "นาคร-บวรรัตน์"   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่พบปะและสร้างสรรค์ทางปัญญาซึ่งได้กลายเป็นที่พูดจาหารือของเหล่าจอมยุทธ์ในยุคนั้นด้วย

   จากนั้นก็ได้มีการชักชวนนักพัฒนาคนอื่นๆในภาคต้ มาพูดคุย สานเสวนา สัมมนา กันอีกหลายครั้งหลายหน จนก่อเกิดเป็น "ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้"

...

ที่มาของ "ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้"

   และเมื่อค้นคว้าข้อมูลใน AI ก็จะพบข้อมูลว่า"ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้" มีจุดเริ่มต้นคือ ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2525-2526 โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในขณะนั้นที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายคนทำงานพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้เข้าด้วยกัน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

   แกนนำคนสำคัญคือ นพ. บัญชา พงษ์พานิช เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญร่วมกับกลุ่มกัลยาณมิตรที่เป็น นักพัฒนาเอกชน (NGO) และ แพทย์ชนบท ที่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่นที่ไม่ใช่เพียงการรอรับจากรัฐเพียงอย่างเดียว (ที่มา : วารสารเมืองโบราณ)

   โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเป็น พื้นที่กลาง ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถอดบทเรียนการทำงาน และสนับสนุนคนทำงานพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเองและการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  การขยายผลคือ เครือข่ายจากชมรมนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคใต้อีกหลายแห่ง และเป็นต้นแบบของการทำงานประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมและนักวิชาการมาจนถึงปัจจุบัน

...

หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยผู้อาวุโสทั้งสองท่านด้วยขอรับ และน้อมรับบทลงโทษ ที่นำเอาความลับสวรรค์มาเปิดเผย

ถ้าให้ถูก ผมจบ มช.ตอนปี ๒๔ แล้วไปอินเทิร์นสุรินทร์ปีหนึ่ง

กลับมาทำงานโรคปอดในเมืองนครปี ๒๕

ตอนก่อนลงนคร แวะไปคุยกับ #มูลนิธิโกมลคีมทอง ว่าอยากสานอุดมคติอย่าง #ครูโกมล และ #อาจารย์ป๋วย

หลังเริ่ม #นาครบวรรัตน์ ในปี ๒๘

โกมลแนะนำให้เป็นตัวการประสานพบปะเชิงสัมมนาคน #ร่วมพัฒนาภาคใ ต้ขึ้น

คราวนั้นมี #ศูนย์หนังสือชุมชนหาดใหญ่ กับ #กลุ่มเพื่อนสุราษฎร์ และพี่น้องในนครและ #คีรีวง เป็นภาคีหลัก

#สมาคมหยาดฝน กับ #เพื่อนพัฒนาสงขลาและสตูล ร่วมด้วย

ตามคำแนะนำของโกมลที่ผมจะต้องไปหาและชักชวน

ตำได้ว่าวันนั้นขับรถไปที่ #ปากบางนาทับ

แล้วเข้าไปถามหา แนะนำตัวแล้วก็ชวน

เรื่องมันมีเท่านี้เองครับ

ส่วนที่มีคนชอบว่าผมนี้มาตามจัดตั้งนั้น

ผิดครับ อย่าประเมินผมสูง

เพราะผมนี้เป็นเพียงมวลชนกึ่งก้าวหน้ากลุ่มรักชาติรักประชาธิปไตย

แถมเคยปฏิเสธจัดตั้งจนเกือบกลายเป็นปฏิกิริยาด้วยซ้ำครับผม

จากนั้นก็ปล้ำทำนาครกับ บุญเสริม แก้วพรหม และเพื่อนพี่น้องในนครเรื่อยมาจนนี้ ๔๑ ปีเองครับ

๑ มีนา ๖๙ ๑๖๕๕ น

บ้านท่าวัง สะพานควาย กทม.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2041541536740958&set=a.1128365164725271

 

0103031010303201030330103034