20251118_2 เริ่มด้วย #สุริยเทพ ทั้ง ๕ ที่คลองท่อม On #KlongtomSunGodBeads
เริ่มด้วย #สุริยเทพ ทั้ง ๕ ที่คลองท่อม
On #KlongtomSunGodBeads
(20251118_2 รอยลูกปัด)
ท่ามกลางฝนฟ้าที่กำลังคะนองอยู่ตอนนี้
เจอนี้ที่เคยเขียนไว้เมื่อ ๑๐ ปีก่อนตามนี้
ลองอ่านดูกันครับ ...
กับหลายเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเม็ดนั้นที่พบในสุสานกลาง #เส้นทางสายไหม ใน #ทะเลทรายตากลามะกัน สมัย #ราชวงศ์ฮั่น
กับนานา #ลูกปัดหน้าคน ในสารบบโลก
ในชวนสำรวจ #ลูกปัดสุวรรณภูมิ เพื่อการสืบสาน (ตอน ๒ - มีรูปต่อ)
ตามที่ชมรมคนรักลูกปัดจะจัดงาน #สืบสานอารยธรรมลูกปัดสุวรรณภูมิ ในวันวันอาทิตย์ที่ ๒๙ พ.ย.นี้ ที่อาคารศูนย์กีฬา กำธน สินธวานนท์ ก.ฟ.ผ บางกรวย และชวนผมไปด้วย โดยมอบหมายให้พูดอะไรก็ได้ที่เห็นว่าสมควร ผมจึงตั้งใจว่ารอบนี้จะพยายามทำให้ได้ คือ ชวนร่วมกันสำรวจ #ลูกปัดสุวรรณภูมิ เพื่อการสืบสาน ดังที่เมื่อเช้าได้เสนอกรอบความคิดพร้อมแบบร่างการสำรวจและตัวอย่างรายการของพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลกที่ลูฟวร์ไปแล้ว
ขออนุญาตทำนำร่อง ทยอยส่งมาแหย่พยาธิท่านที่รักและสนใจ "ลูกปัด" เผื่อว่าจะมีท่านใดสนใจร่วมทำหรือเรียนรู้ไปด้วยกัน จะขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ ทั้งนี้หากจะสืบสานให้ได้มาตรฐานชั้นนำ มีทางเดียวเท่านั้น คือการทำฐานข้อมูลกันไว้ตั้งแต่บัดนี้นะครับ ที่ผมทำนั้นอาจจะมากหรือน้อยไปบ้าง ก็เท่าที่จะพอทำได้นะครับ มีปัญญาศึกษาค้นคว้าไว้ได้แล้วประมาณนี้ครับ
ฐานข้อมูล " #ลูกปัดสุวรรณภูมิ" ลำดับที่ SRF 001 KLP.TH
๑) ชื่อลูกปัด สุริยเทพ
๒) สถานที่พบ ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
๓) พบเมื่อ ก่อนปี พ.ศ.๒๕๕๐
๔) ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๘ - ๑๐ มม. หนา ๒ มม.
๕) น้ำหนัก ๐.๓๐ - ๐.๔๕ กรัม
๖) วัสดุที่ทำ แก้ว (ชนิดที่แพร่หลายในเปอร์เซีย - จากการสนทนากับคุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน)
๗) รูปทรง แผ่นกลมแบนลักษณะกระดุม มีรอยยุบตามรูเจาะด้านข้างด้านหนึ่งไปโป่งนูนที่รูเจาะออกอีกด้านข้างด้านหนึ่ง ในจำนวนที่รวบรวมไว้ มีคู่หนึ่งประกบติดกันอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการประกบติดกันโดยไม่ได้ตั้งใจใน ระหว่างกระบวนการผลิต
๘) ลวดลายและเทคนิคการทำ แก้วโมเสก (Mosaic Glass)
นำแก้วสีขาวดำมาหลอมและปั้นแต่งประกอบเป็นรูปใบหน้า ตา จมูก ปาก คาง และจุดกับรัศมีสลับดำขาว อย่างละ ๒๐ เส้น มีการนำแก้วสีแดงป้ายทับในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะหน้าผาก จมูก คาง จากนั้นจึงยืดยาว ออกเป็นก้านแก้ว ให้มีรูปใบหน้าตามหน้าตัด จนได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ต้องการแล้วตัดเป็นแว่น ๆ หรือ แผ่นกลม ก่อนที่จะนำมาเจาะรูขณะยังไม่แข็งตามแนวระนาบ แล้วจึงนำแก้วสีเขียวมาป้ายทาทับรัศมีแก้วสีขาว เห็นเป็นรัศมีสีแดงสลับเขียว
๙) การได้มา ทั้ง ๕ เม็ดได้จากการทยอยตามรอยและขอแลกรับมาตามลำดับ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๕๐
ส่วนใหญ่จากผู้รักลูกปัดและเก็บรักษาไว้ที่คลองท่อม เม็ดติดคู่กันจากผู้เก็บรักษาอยู่ในแคมป์คนงานก่อสร้าง ชานเมืองภูเก็ต เม็ดสีขาวดำแดงได้รับมอบให้เก็บรักษาไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ครั้งจัดแสดงนิทรรศการ "ปริศนา ลูกปัด" ที่พิพิธภัณฑ์สถานบันการเรียนรู้ หรือ มิวเซียมสยาม จากสตรีสูงวัยที่บอกว่าได้มาจากเด็กหนุ่มชาว กระบี่เมื่อ ๓ - ๔๐ ปีก่อนที่นำมาขายริมถนนที่สาธร เธอบอกว่าต้องการให้ผมเก็บรักษาไว้ต่อเพราะคนอื่น อาจจะไม่รู้ค่าเพียงพอ
๑๐) เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
๑๐.๑ ทั้ง ๕ เม็ดที่เลือกเก็บไว้ เห็นว่าเป็นตัวแทนบอกขั้นตอนการผลิตและใช้ได้ดี ดังนี้
๑ และ ๒. สองเม็ดคู่นี้ มีแก้วสีขาวกับสีดำเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสีแดงนั้นเหลือเพียงเล็กน้อย สึกกร่อนออกไปมากแล้ว เจาะรูทะลุแล้วทั้ง ๒ เม็ด เม็ดหนึ่งรูเจาะจากด้านคางทะลุเหนือศรีษะ เม็ดหนึ่งเจาะจากด้านแก้ม ประกบติดกันในลักษณะด้านบนอยู่ตรงกันข้ามเยื้องกันเล็กน้อย สันนิษฐานว่าประกบติดกันระหว่างการผลิต อาจผ่านการใช้หรือไม่ได้ใช้ แต่กร่อนตามกาลเวลา
๓. เม็ดมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด มีแก้วทั้ง ๔ สีครบ คือ ขาว ดำ แดง และ เขียว โดยเฉพาะแก้วสีเขียวเห็นชัดเจนว่าทับอยู่บนแก้วสีดำ ในขณะที่แก้วสีแดงเริ่มสึกกร่อนบ้างแล้ว เจาะรูทะลุแล้วจากใต้คาง
๔. เม็ดมีสภาพปานกลาง แก้วสีแดงสึกกร่อนมากจนเกือบหมด สีเขียวยังเหลืออยู่ปานกลาง รูเจาะจากเหนือตา
๕. เม็ดมีสภาพปานกลาง แก้วสีเขียวสึกกร่อนมาก แก้วสีแดงสึกกร่อนปานกลาง รูเจาะจากจากด้านแก้ม
๑๐.๒ ลูกปัดกลุ่มนี้ แรกพบ คนคลองท่อมเรียกว่า "ลูกปัดหน้าอินเดียนแดง" เพราะคล้ายกับใบหน้าอินเดียนแดงที่ตกแต่งด้วยพวงขนนกรอบศรีษะและใบหน้า รวมทั้งประกอบเรื่องว่าคนอินเดียนแดงเคยเดินทางมาเรือล่มลงแถบนี้ ต่อมา อ.กลิ่น คงเหมือนเพชร ปราชญ์และผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมแห่งจังหวัดกระบี่เสนอว่าอาจเป็นใบหน้าของ "สุริยเทพ" ตามแบบที่นิยมในนานาอารยธรรมโบราณของโลก ทั้งในอียิปต์ เมโสโปเตเมียและอินเดีย จึงเปลี่ยนมเรียกใหม่ด้วยนัยยะแห่งความหมายที่เหนือกว่าเดิม
๑๐.๓ จากรูปลักษณะที่ทำด้วยแก้วชนิดโมเสก ซึ่งเป็นเทคนิควิธีโบราณแพร่หลายมากในเขตรอบทะเลเมดิเตอเรเนียน มีรายงานจำนวนมากจากเมืองอเล็กซานเดรีย บริเวณปากแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ปัจจุบัน จึงนิยมระบุว่าเป็นลูกปัดแก้วโมเสกสมัยอียิปต์โบราณจากเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองนี้เป็นฐานการเดินทางค้าขายสำคัญของโลกโบราณโดยเฉพาะในสมัยอาณาจักรกรีก-โรมันรุ่งเรือง คลอเดียส ปโตเลมี นักภูมิศาสตร์ผ็สัมภาษณ์นักเดินทางจนเขียนหนังสือเล่มสำคัญว่าด้วยภูมิศาสตร์ (The Geographia) ระบุดินแดนอินเดียและไกลกว่าอินเดีย รวมทั้งเอเซียอาคเนย์ที่มีแหลมทองและตะโกลา ก็อยู่อยู่ที่เมืองนี้ แต่จากการศึกษาในระยะหลัง รวมทั้งที่ผมเดินทางไปดูเองที่อเล็กซานเดรียและอียิปต์ แก้วโมเสกแบบที่พบมากที่อเล็กซานเดรียนั้น แตกต่างจากลูกปัดสุริยเทพนี้อย่างมาก ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน
๑๐.๔ Peter Francis Junior ที่ถือกันว่าเป็นเจ้าพ่อผู้คร่ำหวอดเรื่องลูกปัดที่สุดคนหนึ่งของโลก ตั้งประเด็นว่าไม่เคยพบเห็นที่ไหน อาจจะเป็นของทำปลอมปนขึ้นมาใหม่ ต่อมาคุณหมอ James Lankton ได้ทำการศึกษาอย่างละเอียด เสนอแย้งว่าน่าจะเป็นของเก่ามาแต่ก่อน และประมาณการว่าจากคำบอกเล่าน่าจะมีการพบที่คลองท่อมเป็นร้อยเม็ดจากคำบอกเล่าถึงการขุดพบและขุดหามาช้านานหลายสิบปี โดยประมาณการว่าหากพบปีละประมาณ ๑๐ เม็ด ในช่วงแห่งการขุดเพียง ๒๐ ปี น่าจะพบแล้วประมาณ ๒๐๐ เม็ด คุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน ผู้สนใจศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ระบุว่าเท่าที่ตามดูในพิพิธภัณฑ์ ในความครอบครองของผู้คนทั่วโลกและในประเทศไทย รวมทั้งจากภาพถ่ายที่มีการเผยแพร่ต่าง ๆ เห็นแล้วประมาณ ๕๐ เม็ด ล่าสุดได้ทำการวิเคราะห์แก้วทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าเป็นแก้วโบราณชนิดที่นิยมในเปอร์เซีย แต่ยังไม่มีหลักฐานการพบลูกปัดในรูปแบบนี้ในเปอร์เซีย สันนิษฐานว่าอาจจะนำแก้วเปอร์เซียมาทำที่นี่ก็ได้ ล่าสุดยังมีรายงานการพบใหม่ ๆ ในปีนี้ในสภาพชำรุดล้วนมีลักษณะเดียวกันจนสันนิษฐานต่อว่าน่าจะผลิตขึ้นที่นี่
๑๐.๕ หลักฐานสำคัญที่สุดคือมีการขุดพบลูกปัดลักษณะคล้ายกันมาก ๑ เม็ด ที่แหล่งโบราณคดีสุสานสมัยราชวงศ์ฮั่น-จิ้น เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ - ๑๑ ที่เมืองยินปัน กลางทะเลทรายตากลามะกันบนเส้นทางสายไหมในเขตซินเจียง ประเทศจีนปัจจุบัน อยู่ร่วมกับศพของชายร่างสูง ๑๘๐ เซนติเมตร รูปพรรณเป็นคนทางตะวันตก วัย ๓๐ ปี ในโลงไม้วาดภาพระบายสีสวยงามเป็นดอกไม้กับสิงโต มีแผ่นทองแปะบนหน้าผากของหน้ากาก นุ่งห่มด้วยผ้าไหมจ้วนและขนสัตว์ทออย่างสวยงามและปักเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามแบบค่อนไปทางตะวันตกบนเส้นทางสายไหม มีหนังสือจีนปักบนผ้าผืนหนึ่งด้วยคำว่า "อายุยืน" วางไว้ใกล้ศรีษะ นอกจากนี้ที่หลุมศพในบริเวณเดียวกันยังพบสร้อยลูกปัดอีก ๒ เส้น ๆ หนึ่งระบุว่ามีไข่มุก ๖ ลูก กับลูกปัดแก้วสีเขียว และหินสีส้ม รวมกัน ๑๗๘ เม็ด อีกเส้นระบุว่าเป็นลูกปัดทำจากกระดูกสีขาว ๔๒ เม็ด นอกนั้น ๓๔ เม็ดเป็นแก้วสีเขียว น้ำเงินเข้มและแดงแก่ ทั้งกลมและหลอด นำสู่ข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าหากลูกปัดนี้ทำที่คลองท่อมและมีชายชาวตะวันตกที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมในเขตทะเลทรายตากลามะกันบนเส้นทางสายไหมพกพาไว้แล้วตายลงเมื่อนับพันปีก่อน สองเส้นทางสายไหมบกและทะเลน่าจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันแล้วด้วยตั้งแต่สมัยโน้น
๑๐.๖ ลูกปัดนี้นับเป็นหนึ่งในสุดยอดลูกปัดที่ลือลั่น โดยเฉพาะเม็ดสีสวยสมบูรณ์นั้นที่ถูกโจรกรรมขณะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม แล้วเป็นข่าวต่อเนื่องอยู่หลายวัน จนคนเอาไปตัดสินใจแปลกประหลาด หอกระดาษทิชชูใส่ซองยาส่งกลับทางไปรษณีย์พร้อมจดหมายขออภัยง่าย ๆ ว่า "ไม่คิดว่าจะทำให้วุ่นวายขนาดนี้" ทำเอาหลายคนสงสัยว่างานนี้มีการจัดฉากสร้างข่าว ในขณะที่มิวเซียมสยามกับผมล้มละลายตายทางศีลธรรมทันทีถ้าบ้าทำอย่างนั้น แม้กระทั่งมติชนที่พิมพ์หนังสือก็เช่นกัน แต่นั่นแหละ หลายคนก็อดสงสัยไม่น้อยกว่าที่ผมก็งง ๆ ว่าทำไมถึงได้ส่งคืนกลับมาง่าย ๆ ทางซองจดหมายไปรษณีย์ธรรมดา ๆ เคยขอให้ตำรวจช่วยสืบต่อ ได้รับคำขอร้องว่า "เท่านี้พวกเราก็ยุ่งกันทั้งโรงพักและพระนคร ของก็ได้คืนแล้ว พอเถอะครับคุณหมอ" ก็เลยพอไว้เท่านั้น
๑๐.๗ ในตลาดลูกปัดเมืองไทย พบเห็นลูกปัดลักษณะคล้ายนี้อีก ๒ เม็ด เม็ดหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายมาก แต่สีและเนื้อที่ลบเลือนดูแตกต่างกันมาก บอกว่าได้มาจากเมืองชิราซในอิหร่าน อีกเม็ดหนึ่งบอกว่าได้มาจากพม่ามีขนาดเล็กกว่า สีน้ำเงิน-ขาว ตรงกลางมี ๒ ตา แต่บริเวณจมูกทำเป็นดอกจัน ๕ แฉก ผิวดูเป็นของใหม่กว่ามาก
๑๐.๘ นอกจากนี้ยังมีลูกปัดกลุ่ม "แก้วโมเสกรูปใบหน้าคนทรงแบน" หรือ "Tabular Mosaic Glass Face Beads" โบราณที่พบและมีรายงานโดยทั่วไปอีก ๓ แบบ แบบหนึ่งกล่าวกันว่าเป็นแบบที่พบแพร่หลายในเมืองชิราซ อิหร่านปัจจุบัน อีกแบบนิยมเรียกว่าลูกปัดหน้าคนโรมัน ผมตามหาจากต่างประเทศเอามาพอเป็นตัวอย่างไว้เปรียบเทียบ ทั้งสองแบบนี้แตกต่างจากลูกปัดสุริยเทพที่คลองท่อมอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีอีกเม็ดแปลก ขนาดใหญ่มีรัศมีรอบ แตกแต่ต่อกันเป็นเม็ดได้ จำไม่ได้ว่าเขาบอกว่ามาจากไหน ล่าสุดเห็นปรากฏแบบเมืองชิราซในวงการลูกปัดเมืองไทย บอกว่าได้จากพม่า
๑๐.๙ ลูกปัดสุริยเทพนี้ แต่ก่อนกล่าวกันว่าหากันที่เรือนร้อยและพัน แรกผมได้มานั้นเรือนหมื่น ทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเท่าไหร่แล้ว เป็นที่นิยมสร้างทำจำลองออกสู่ตลาดลูกปัดเป็นจำนวนมากหลากหลายแบบและจังหวะ ผมกับคุณหมอเจมส์เคยทดลองนำรูปถ่ายไปให้ช่างทำลูกปัดแก้วโมเสกที่เชี่ยวชาญที่สุดในหมู่บ้านคนทำลูกปัดที่เกาะชวาด้านตะวันออก สามารถทำได้คล้ายมากภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง นอกนั้นน่าจะทำออกมาจากหลายที่และวิธีเทคนิค มีคนจำนวนมากซื้อด้วยราคาไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้แล้วชอบนำมาสอบถามผม ซึ่งตอบได้แต่เพียงว่าไม่คุ้น ไม่เคยเห็น ขอให้ระมัดระวังและศึกษาเปรียบเทียบให้ดี มีหนังสือดี ๆ หลายเล่ม รวมทั้ง "รอยลูกปัด" ที่พอจะใช้ประกอบการศึกษาเทียบเคียงได้ หลายคนบอกว่า "ขอ" สักเล่ม ผมเรียนว่า "ท่านซื้อลูกปัดเป็นหมื่นเป็นแสนได้" หนังสือนี้ไม่กี่บาท หากรู้จักศึกษาก็จะไม่เสียเงินอย่างนี้ ถูกขอบคุณว่า "คุณหมอขี้เหนียว แค่นี้ก็ขาย ให้ก็ไม่ได้ !!!" ขอบคุณครับผม
เท่านี้นะครับ หนักไปหน่อย ท่านทั้งหลายไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้นะครับ
ที่ทำนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าหากทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะพบว่า "มีคุณค่าและความหมายมหาศาลครับ"
หมายเหตุ รหัสลำดับเดิม KLP xxx, 181, 330, xxx / BP 001 KLP.TH / บัญชา พงษ์พานิช
อ้างอิง ๑. รอยลูกปัด Beyond Beads, บัญชา พงษ์พานิช
๒. A Bead Timeline Volume 1 : Prehistory to 1200 CE, James W Lankton
๓. Ursprunge der Seidenstrass Sensationelle Neufunde aus Xinjiang China, Herausgegeban Von
& Alfred Wieczorek und Christoph Lind
๔. The History of Beads, Lois Sherr Dubin
๕. Archaeological Treasures of the Silk Road in Xinjiang Uygur Autonomous Region
๑๘ พฤศจิกา ๖๘ ๐๗๓๘ น
บ้านท่าวัง สะพานควาย กทม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1958467738381672&set=pcb.1958469438381502





