Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
22 January 2026

20260119_4 ส่งงานที่สามเช้านี้ ... #มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุที่เมืองนคร 3rdWorkToday ... #NakornMaghaPuja

ส่งงานที่สามเช้านี้ ... #มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุที่เมืองนคร

3rdWorkToday ... #NakornMaghaPuja

(20260119_4 เพื่อแผ่นดินเกิด)

นี้ครับที่ผมลองเรียบเรียงส่งให้คุณหมอ รังสิต ทองสมัคร์

พอดีเป็นหนังสือแจก เอามาแจกอ่านกันก่อนคงไม่เป็นไรนะครับ

แบ่งเป็น ๔ ตอน

@ ว่าด้วยต้นเค้าแห่งประเพณีในตำนาน

@ ว่าด้วย #ผ้าพระบฏ

@ ว่าด้วยประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ

และ @ ว่าด้วยการสู่มรดกโลก

ท่านที่สนใจลองไล่อ่านดูกันครับ

สำหรับภาพนี้ ผมถ่ายไว้เมื่อราว ๆ ๓ - ๔๐ ปีก่อน

พี่ ปิติ ระวังวงศ์ ค้นจากคลัง #บวรนคร ให้คุณหมอรังสิตครับผม

#มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุที่เมืองนคร

#คือหลักฐานต้นเค้าแห่งประเพณีในตำนานพระธาตุนคร

 จากการค้นคว้าของพระครูเหมเจติยาภิบาล (โสพิทร์ อินฺทโสภิโต) พบเอกสารต้นฉบับตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช สมุดดำ (บุดดำ) ได้ไปจากนคร ปรากฏทะเบียนว่า พระประมวลธนรักษ์ (ผูก) มอบให้หอสมุดพระวชิรญาณ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ปัจจุบันเก็บรักษาที่หอสมุดแห่งชาติพระนคร (ท่าวาสุกรี) มีปรากฏข้อความถึงความเป็นมาของการห่มผ้าพระธาตุที่เมืองนครในหน้าที่ ๑๖ - ๑๘ ต่อเนื่องกันว่า

... ยังมีปขาวอาริยพงษมาแต่หงสาวดี แลคนร้อยหนึ่งลงสำเภาวาจะไปไหว้พระในเมืองลังกา แลชักสำเภาออก ... มาปากน้ำหงสาวดีไสรยว่าสำเภาต้องลมร้าย แลเสาไปจะกุดสมอหักกระจัดกระจาย สำเภานั้นก็เสียก็สัดขึ้นปากน้ำเมืองนคร แต่พระบดสัดขึ้นปากพนัง ชาวปากน้ำก็เอาถวายแก่พระยา ๆ ก็ให้กางไว้ในท้องพระโรง จึ่งปขาวกับคนสิบคนสัดขึ้นปากน้ำพภูม (ปากพูน ?) ปขาวแลคนสิบคนนั้นก็เดินตามริมทเล และมาออกปากน้ำพระยาน้อย (ปากพญา ?) จึงปขาวก็ถามชาวปากน้ำว่ายังมีบ้านเมืองฤาหาไม่ถ้ามีเราจะขึ้นไปไหว้พระยา จึ่งนายบัณฑูรก็บอกว่าพระยายัง จึ่งปขาวก็ขึ้นไปไหว้พระยาจึ่งปขาวก็เหนพระบดปขาวก็ร้องไห้ จึ่งพระยาก็ว่าร้องไห้ทำไร จึ่งปขาวก็เล่าว่าแต่แรกมานั้นแลปขาวก็เล่านิทานให้พระยาฟัง ว่าเมื่อพุทธเจ้าพุทธสมณโคดม แลพระโมคลานพระสารีบุตร ... แลปางนั้นปขาวแลนางชีแลเจ้ากูยี่สิบแปดพระองค์นั่งประกับซ้ายขวาเทศนาให้พระยาฟัง ๆ ก็อ่อนใจพระยาก็ลงนั่งด้วยปขาว และพระยาก็ตริะริด้วยกันว่าจะให้ปขาวไปนิมนต์พระสงฆถึงเมืองหงสาวดี จึ่งแต่งสำเภาให้ปขาวไปนิมนต์พระสงฆปขาวไปถึงเมืองหงสวดีปขาวก็นิมนต์ได้เจ้าไทยสองพระองค์ พระองค์หนึ่งชื่อมหาปเรียนทศสี นักเรียนผู้หนึ่งชื่อมหาเถรสัจจานุเทพ นักเรียนจึ่งลงเรือมา ๆ ทำพระมหาธาตุเส้นสิบเจดวาตามขบวนพระยาศรีธรรมาโศกราช แลมหาพุทธคำเพียร ทำไว้จงปูนสำเรจแล้ว ก็ให้ปขาวเอาสำเภาไปนิมนต์พระสงฆถึงเมืองลังกามาเสกพระมหาธาตุ จึ่งปขาวไปนิมนต์พระศรีมหาโพธิ์ที่มาแต่ลังกา ...

 กล่าวโดยสรุปความได้ว่าประเพณีอัญเชิญผ้าพระบฏบูชาและห่มองค์พระธาตุเจดีย์นั้นมีโดยทั่วไปมานานแล้ว ทั้งในดินแดนพม่าและลังกาเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะเกิดเหตุเรือแตกมาขึ้นที่เมืองนครทั้งคนและผ้าและเกิดเป็นประเพณีนิยมในเมืองนครสืบมา อย่างน้อยก็ในยุคที่มีการสร้างทำหนังสือบุดดำฉบับนี้ ซึ่งพระครูเหมเจติยาภิบาลสันนิษฐานจากรูปอักษรและสำนวนภาษาว่าน่าจะอยู่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

#คือผ้าพระบฏบูชาพระบรมธาตุ

 สำหรับผ้าพระบฏนั้น โดยหลักแล้วหมายถึงผ้าผืนมีลักษณะเป็นแถบและมีการวาดภาพพระพุทธเจ้าเพื่อแทนพระพุทธองค์และเป็นเครื่องพุทธบูชาตลอดจนเป็นอุปกรณ์การสื่อสารเรียนรู้และเผยแผ่อธิบายคำสอน พบเป็นประเพณีนิยมสร้างทำถวายไว้ตามอารามในพุทธศาสนาโดยทั่วไปโดยเฉพาะในเขตเทือกเขาหิมาลัย เรียกว่า ถังกา ในจีน เกาหลี ญี่ปุ่นเป็น ม้วนภาพ ในเขตล้านนาล้านช้างทางตอนเหนือของพม่า ไทย ลาว เรียกว่า ตุง ทำนองเดียวกับที่ในไทยทุกวันนี้เรียกว่า ธง หรือ ธวัช ในอินเดียโบราณ ในไทยปรากฏในจารึกวัดช้างล้อม (หลักที่ ๑๐๖) ระบุปีศักราช พ.ศ.๑๙๒๗ ว่านักบวชนามพนมไสดำได้สร้างทำพระบฏขนาดใหญ่สูงถึง ๗ เมตรเพื่ออุทิศกุศลถวายพระมหาธรรมราชา พร้อมกับมีการกล่าวถึงพระบฏจีนที่มีขนาดเล็กและใช้ในการประดับตกแต่งอาคาร โดยกล่าวกันว่าพระบฏที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินไทยพบที่กรุพระเจดีย์วัดดอกเงิน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (ขนาดกว้าง๑.๘ เมตร สูง ๓.๔ เมตร) เป็นฝีมือช่างล้านนาอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ... ขณะที่ในจารึกวัดมเหยงคณ์ (นศ.๑๐) พบที่ริมคลองกลายในเขตอำเภอท่าศาลา มีการกล่าวถึงผ้าพระบฏ “...ธงพิดาน จามร ประดับด้วยธงจีน ...” พร้อมกับระบุถึงบรรยากาศของอาราม การตกแต่งและการปฏิบัติต่าง ๆ อันอาจเป็นส่วนของงานการบูชาที่มีพระบฏ ธงเพดาน จามรและธงจีน เป็นส่วนประกอบสำคัญในนครศรีธรรมราชแต่ก่อน ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็เป็นได้ เพราะจารึกหลักนี้มีการประมาณอายุว่าจารึกเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงขณะนี้ก็เกือบ ๑,๕๐๐ ปีแล้ว

(ล้อมกรอบข้อความจารึกวัดมเหยงคณ์ อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จากฐานข้อมูลศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

ผู้อ่าน เอ. บาร์ต (พ.ศ. 2438)

ผู้แปล เอ. บาร์ต (พ.ศ. 2438)

ผู้ตรวจ 1) ยอร์ช เซเดส์ (พ.ศ. 2472), (พ.ศ. 2504)

2) กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร (พ.ศ. 2504), (พ.ศ. 2529)

  ...............พระระเบียงแลห้องอาหารกับอุโบสถาคาร อาหารสําหรับคณะสงฆ์และบุคคลต่างๆ ................... การนมัสการ พระบารมี การเขียนหนังสือ จําหน่ายน้ำหมึกกับแผ่น(สําหรับเขียน) เครื่องบูชา อาหารเครื่องบํารุงคณะพราหมณ์ของพระอคสติมหาตมัน .............................. มีทั้งธรรมเทศนา ประกอบด้วยธูป ประทีป พวงมาลัย ธงพิดาน จามร ประดับด้วยธงจีน ............................. บุญกุศล อื่นๆ ตามคําสอน คือการปฏิบัติพระธรรมไม่ขาดสักเวลา การบริบาลประชาราษฎร์ การทนความสุขความทุกข์ การปราบอินทรีย์สังวรณ์ (ให้สงบ) ....................................... ผู้ได้ทรัพย์สมบัติ โดยความองอาจ................... ชื่ออรรณาย .........................................

 จากการศึกษาถึงผ้าพระบฏในพระบวรพุทธศาสนาทั้งของไทยและโดยทั่วไป ผู้เขียนเคยประมวลไว้ว่ามี ๕ กลุ่มด้วยกัน

๑) แบบผ้าผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภาพวาดหรือการทอ ปักต่าง ๆ นิยมเป็นพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ ตลอดจนพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ พระพระบฏไทยประเพณี และ ถังกาของชาวหิมาลัย รวมทั้งม้วนภาพของจีน เกาหลี ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มนี้

๒) แบบผ้าแถบแคบยาว นิยมทอ ปักหรือถักเย็บสำหรับห้อยแขวนประดับเพดานวิหารหรือมีไม้แขวนสำหรับแห่แหน ที่นิยมเรียกว่าตุง ในพื้นที่ล้านนา ล้านช้างขึ้นไปด้วย

๓) แบบผ้าผืนขนาดใหญ่และยาวอาจมีภาพหรือไม่มีภาพวาด สำหรับเทินเหนือศรีษะแห่แหนและเชิญขึ้นห่มองค์เจดีย์ ที่นิยมแห่บูชาและห่มพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นแบบนี้

๔) แบบผ้าประดับคล้ายธงราว มีภาพหรือคาถาข้อธรรมเพื่อเมื่อโบกสะบัดจะเป็นเสมือนการสะพัดส่งกระแสธรรมไปตามสายลม ทุกวันนี้นิยมมากในเขตเทือกเขาหิมาลัย

๕) แบบอื่น ๆ รวมทั้งที่ใช้วัสดุอื่น ๆ ที่มิใช่ผ้า เช่นไม้ โลหะ ทางล้านนาเรียกว่าตุงกระด้าง

โดยแต่ละพื้นที่วัฒนธรรมต่างนิยมใช้ตามประเพณีนิยม และมีการประสมประสานสร้างสรรค์กันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

 โดยผ้าพระบฏถวายบูชาพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชนั้นนิยมใช้ผ้าผืนขนาดใหญ่และยาวเพื่อสามารถต่อกันและห่มรอบฐานองค์พระเจดีย์ได้ ส่วนใหญ่เป็นผ้าพื้นสีเหลือง อาจมีใช้สีขาวหรือสีแดงบ้าง ส่วนการวาดภาพนิยมเป็นภาพพุทธประวัติและมักเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นเนื่องจากต้องเตรียมการและลงทุนลงแรงมาก

#การเกิดเป็นประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ... นานาชาติ ... ที่เมืองนคร

 ประเพณีสร้างทำผ้าพระบฏ ถวายผ้าและห่มผ้าพระบรมธาตุเจดีย์นั้นน่าจะมีอยู่ทั่วไปดังที่ปรากฏในตำนานและเป็นประเพณีนิยมในที่ต่าง ๆ โดยทั่วไปมานานแล้ว เฉพาะที่นครศรีธรรมราชที่มีองค์พระบรมธาตุเป็นจอมเจดีย์สำคัญมาเนิ่นนานนับพันปี นอกจากการถวายและห่มในโอกาสของแต่ละบุคคลหรือหมู่คณะแล้ว ยังนิยมนัดกันเป็นกรณีพิเศษในวันบุญสำคัญคือวิสาขบูชาและมาฆบูชา โดยเฉพาะวันมาฆบูชาที่ชาวพุทธทั้งในนครและที่ต่าง ๆ จะนิยมนัดหมายมาเป็นมหกรรมสำคัญของเมือง กล่าวคือนัดเตรียมการกันล่วงหน้าจนถึงก่อนวันมาฆะจะนัดชุมนุมกันตามวัดกลางชุมชนแล้วออกเดินทาง บ้างก็เดินเท้าเข้าสู่วัดพระมหาธาตุเพื่อมาพักค้างที่วัด หรือไม่ก็ตอนเช้า ก่อให้เกิดเป็นมหกรรมการชุมนุมของผู้คนอย่างคับคั่ง เนื่องจากแต่ละคนต่างนำผลผลิต สินค้าเข้ามาด้วย ทั้งเพื่อทำบุญถวายพระและเพื่อจำหน่ายได้เงินกลับบ้าน

 การบันทึกถึงการถวายผ้าและห่มผ้าพระธาตุนคร ปรากฏเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔, ๕ และ ๖ เสด็จประพาสนครศรีธรรมราชแต่ไม่มีภาพ จนกระทั่งในครั้งรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระราชินีนาถ เสด็จประพาสนครศรีธรรมราช ในปี ๒๕๐๒ จึงมีภาพพร้อมระบุว่าทรงถวายผ้าแพรสีชมพูเพื่อห่มองค์พระบรมธาตุ สอดคล้องกับครั้งรัชกาลที่ ๕ ที่ปรากฏในบันทึกเช่นกันว่าทรงถวายผ้าห่มแพรสีชมพู

 ในปี ๒๕๒๙ ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทดลองจัดเป็นงานประเพณีเชิงพิธีถวายเนื่องในวาระ ๖๐ พรรษาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เรียกว่าประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุถวายราชสักการ โดยมีการสมโภชที่ปากพนัง แล้วมาตั้งขบวนจากบริเวณสนามหน้าเมืองเข้าประตูเมืองสู่วัดพระมหาธาตุทางถนนราชดำเนิน พร้อมกับมีการขอรับพระราชทานผ้าพระบฏมาร่วมในขบวนแห่ด้วย จนงานประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุที่เมืองนครเริ่มแพร่หลายเป็นที่รับรู้จนเกิดเป็นอีกประเพณีนิยมสำคัญของผู้คนทั่วประเทศ รวมทั้งเกิดการขยายขอบเขตเป็นการแห่ผ้าขึ้นธาตุในอีกหลายเจดีย์ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง

 ต่อมาในปี ๒๕๕๕ ปีพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และ สวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ ทำการยกระดับเพื่อให้เป็นระดับนานาชาติ ในชื่องาน มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ด้วยเห็นว่าเป็นงานประเพณีที่สำคัญควบคู่กับองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่ถือเป็นจอมเจดีย์สำคัญของภูมิภาค ด้วยการเชิญพุทธศาสนิกชนจากนานาประเทศให้อัญเชิญผ้าพระบฏมาร่วมขบวนแห่และบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ พร้อมกับจัดมหกรรมการแสดงและสมโภชผ้าพระบฏนานาชาติขึ้นที่สวนศรีธรรมาโศกราชด้วย แม้ในระยะต่อมาจะลดความหลากหลายลงแต่ทางจังหวัดยังคงใช้ชื่อว่างานประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าพระบฏนานาชาติสืบมา โดยตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ บวรนคร (สวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ เดิม) ได้กลับมาจัดการชุมนุมสมโภชผ้าพระบฏนานาชาติขึ้นที่ห้องบวรรัตน์นิทรรศการ ในตึกยาวบวรนคร แหล่งมั่วสุมเรียนรู้สร้างสรรค์ทางปัญญาของเมืองนคร โดยจะจัดคู่เคียงกับงานสัปดาห์มาฆบูชาแห่งผ้าขึ้นธาตนานาชาติของจังหวัดนครศรีธรรมราชทุก ๆ ปีไป

#มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุที่เมืองนคร ... การสู่มรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ประเทศไทย

 ในข้อเสนอการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก วัดพระมหาธาตุ(วัดพระบรมธาตุ) จังหวัดนครศรีธรรมราช ของรัฐบาลไทยต่อองค์การการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ระบุว่า ในฐานะศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของประเพณีที่มีชีวิตและงานศิลปะและวรรณกรรมที่มีคุณค่าระดับสากล มีพิธีแห่ผ้าที่จัดขึ้นทุกปี ณ วัดพระมหาธาตุ เป็นพิธีที่ใหญ่ที่สุดที่ชาวนครศรีธรรมราชผูกพันในระดับชีวิตจิตใจและประเพณีสำคัญของผู้คนตลอดมา.

บัญชา พงษ์พานิช บวรนคร และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

๑๘ มกราคม ๒๕๖๙

๑๙ มกรา ๖๙ ๒๐๓๐ น

บ้านบวรรัตน์ ท่าวัง เมืองนคร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2006107413617704&set=pcb.2006109053617540

190104019010411901042190104319010441901045190104619010471901048190104919010401190104021901040319010404