20251214_8 ดีบุกมาเมื่อเช้าเพิ่งเสร็จนี้ TinMorningTillNow
ดีบุกมาเมื่อเช้าเพิ่งเสร็จนี้
TinMorningTillNow
(20251214_8 เพื่อแผ่นดินเกิด)
สองนายหัว ปิติ ระวังวงศ์ พชร ทองนอก บอกว่าอยากทำนี้กันที่ บวรนคร
สั่งให้อ่าน แล้วก็อดเสริมเติมไม่ได้ตามนี้ #ดีบุก ครับ
มีพาดพิง Ranong Suwan เอ็ม แดงงาม
กับท่าน อ Sirikorn Maneerin Pairote Nualnoom Pairot Singbun
รวมทั้งเกี่ยวกับ อ Rungsima Kullapat Saroj Rujirawat ชาญ วงศ์สัตยนนท์ ด้วยครับผม
ฝากอ่านผ่านตาและแก้ด้วยครับหากมีอะไรไม่เข้าทาง
Nakhon Craft Workshop : Tin Craft To Continue
หัตถศิลป์ถิ่นนครบนดีบุกที่จะกลับคืนมา
โครงการฟื้นฟูหัตถศิลป์ถิ่นนครบนดีบุก Nakhon Craft on Tin
๑ ว่าด้วยดีบุกไทยในนคร
นครศรีธรรมราช ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งดีบุกสำคัญของประเทศไทยมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏหลักฐานการค้าขายกับนานาชาติตะวันตกผ่านพ่อค้าคนกลางโดยเฉพาะโปรตุเกสและฮอลันดา ที่ขอตั้งสถานีการค้าและผูกขาดที่นครศรีธรรมราชตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยมีแหล่งขุดหาแร่ดีบุกในภาคใต้หลายพื้นที่ซึ่งล้วนจัดจำหน่ายผ่านนครศรีธรรมราชที่เป็นศูนย์กลางของภาคใต้ รวมทั้งที่ส่งเป็นเครื่องราชบรรณาการเพื่อใช้สอยต่าง ๆ ในราชสำนักไทยผ่านนครศรีธรรมราชเช่นกัน ที่สำคัญกว่านั้น ในมาเลเซียที่ต่อมาเป็นแหล่งขุดหาและค้าขายดีบุกสำคัญของโลกร่วมกับไทยและอินโดนีเซีย ยังมีชื่อเท็คนิคการขุดแร่ดีบุกที่รัฐเปรัคเรียกว่า ลิกอร์ลอมบอง หมายถึงเท็คนิดการขุดหาแร่ดีบุกที่รับจากเมืองนครศรีธรรมราช คือ เมืองลิกอร์ อีกด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือดีบุกในนครศรีธรรมราช ตลอดแนวไหล่ทวีปจากพม่าตอนล่าง คาบสมุทรไทย-มาเลย์และตอนล่างของเกาะสุมาตรา รวมทั้งเกาะบังกาและเบลิตุง ถือเป็นแนว Southeast Asia Tin Belt ที่สำคัญที่สุดของโลก กล่าวคือ มีปริมาณดีบุกสะสมมากที่สุดและมีคุณภาพดีที่สุด เคยเป็นตลาดดีบุกที่สำคัญที่สุดของโลกในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ - ๒ ก่อนที่โลกจะมีพัฒนาการด้านวัสดุศาสตร์จนมีวัสดุอื่น ๆ ทดแทนทำให้ดีบุกลดความสำคัญตลอดจนราคาลง แต่ในทุกวันนี้มีการค้นพบว่าในแหล่งแรกดีบุกนี้มีเพื่อนแร่อีกหลายชนิดที่เข้าข่ายแร่หายาก หรือ Rare Earth ที่กำลังเป็นที่ต้องการมาก
นอกจากนี้จากการศึกษาของแวดวงโบราณคดี เริ่มมีการค้นพบใหม่ ๆ ที่บ่งชี้ว่า อาจมีการขุดหา ใช้ ตลอดจนค้าขายดีบุกจากแผ่นดินไทยโดยเฉพาะภาคใต้รวมทั้งนครศรีธรรมราชมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคสำริด ที่ต้องใช้ดีบุกผสมกับทองแดงเพื่อทำสำริดเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อน รวมทั้งอาจมีการส่งดีบุกจากสุวรรณภูมิไปยังชมพูทวีปในสมัยสุวรรณภูมิ เมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปีที่แล้วด้วย เนื่องจากในอินเดียไม่มีดีบุก และพบดีบุกในลักษณะต่าง ๆ เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ทางฝั่งอันดามันของประเทศไทยและพม่า โดยเฉพาะที่ควนลูกปัด คลองท่อง จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย และ คลองหนู เขมายี้ ในเมืองมะลิวัน จังหวัดเกาะสองของพม่า ซึ่งในอดีตแล้วทั้งสองบริเวณนี้ต่างอยู่ในอาณัติของนครศรีธรรมราชโบราณ
๒ ว่าด้วยการใช้ดีบุกในไทยและในโลก
หลักฐานการใช้ดีบุกในหมู่มนุษย์เริ่มเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน ทั้งในอารยธรรมอียิปต์ เมโสโปเตเมีย กรีก-โรมัน โมเหนโชฑะโร-อินเดีย และ จีน จากการรู้จักใช้ดีบุกผสมกับทองแดงเป็นสำริด (Bronze) ที่นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นมนุษย์ยุคหินสู่ยุคโลหะ สำริดโดยทั่วไปจะมีสัดส่วนผสมของดีบุกและสำริด ประมาณ ๑ : ๗ ส่วน ยกเว้นที่มีมากขึ้นจะเรียกว่า High Tin Bronze แต่ถ้ามากกว่านั้น จะเรียกเป็นโลหะผสมอื่น ๆ เช่น พิวเตอร์ (Pewter) ที่มีมีดีบุกในสัดส่วนสูงถึง ๘๕ - ๙๐ % กับโลหะอื่น ๆ จำพวก ทองแดง พลวง ตะกั่ว บิสมัธ กระทั่งเงิน สำหรับดีบุกบริสุทธิ์เริ่มพบมีการถลุงสะกัดใช้ในช่วงหลังพุทธกาล (600 BC) แล้ว โดยในแผ่นดินไทยนั้นพบโลหะผสมดีบุกคือสำริดเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อน ในลักษณะของภาชนะ อาวุธ และสิ่งของต่าง ๆ รวมทั้ง กลองมโหระทึก คันฉ่อง ที่เชื่อมสัมพันธ์กับแดนไกลทั้งในเอเชียใต้ในอินเดีย และเอเชียตะวันออกในจีน โดยในหลายพื้นที่ประเทศไทย พบเบ้าสำหรับหลอมทำเครื่องสำริด โดยเฉพาะที่ลุ่มแม่น้ำเพชรบูรณ์ ป่าสัก ในจังหวัดลพบุรีที่เป็นแหล่งทองแดงและดีบุกด้วย นอกจากนี้ที่จังหวัดมุกดาหารยังพบเบ้าหลอมทำกลองมโหระทึกสำริดอีกด้วย ส่วนในภาคใต้ที่บริเวณคอคอดกระ โดยเฉพาะที่เขาสามแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร มีการพบภาชนะสำริดชนิด High Tin Bronze จำนวนมาก จนมีบางนักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจมีการผลิตทำขึ้นที่บริเวณนี้ แต่ที่ชัดเจนคือที่ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พบเบ้าหินรูปจักรพรรดิ์โรมันทิเบอริอุส และจี้ดีบุกรูปจักรพรรดิทิเบอริอุสที่หลอมจากเบ้าหินดังกล่าวจำนวนมาก ทั้งที่หลอมสำเร็จเสร็จสมบูรณ์และที่ยังค้างไว้ไว้เรียบร้อย และจากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นดีบุกเนื้อบริสุทธิ์กว่า ๙๙ % ส่วนเงินตรานโมที่นิยมสร้างทำมาตั้งแต่สมัยโบราณอาจถึงสมัยศรีวิชัย ตามพรลิงค์ และ นครศรีธรรมราชโบราณนั้น นิยมทำจากโลหะผสมคือนวโลหะซึ่งมีดีบุกเป็นส่วนผสมหนึ่งด้วย (นวโลหะ หมายถึงโลหะผสมมงคล ๙ ชนิดตามตำราโบราณ ประกอบด้วย เหล็ก, ปรอท, ทองแดง, เงิน, ทองคำ, เจ้าน้ำเงิน (ทังสเตน-ดีบุก), สังกะสี, ชิน (ดีบุกผสมตะกั่ว), และตะกั่วบริสุทธิ์)
ในสมัยอยุธยา นิยมนำดีบุกมาตีแผ่เป็นแผ่นมุงอาคารราชวัง พระที่นั่งหลายองค์ในพระบรมมหาราชวังในพระนครศรีอยุธยาก็มุงด้วยดีบุก รวมทั้งทำภาชนะและเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งต่าง ๆ รวมทั้งการนำมาผสมเป็นโลหะผสมที่เรียกว่า ชิน สำหรับทำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมทั้งรูปเคารพ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ที่สำคัญคือปรากฏหลักฐานที่ปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชชั้นในที่รองแผ่นทองคำหุ้มปลียอดนั้น ล้วนเป็นแผ่นดีบุกทั้งสิ้น จนกระทั่งในสมัยต่อมาที่ติดต่อกับจีน ซึ่งนิยมใช้กล่องดีบุกหรือดีบุกผสมเป็นภาชนะใส่ใบชา ก็มีพบกล่องใบชาหรือเรียกว่าถ้ำชาเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ที่สำคัญมากคือการพบเงินตราดีบุกแบบต่าง ๆ ที่ผลิตในภาคใต้ของไทยและในมาเลเซีย ที่นิยมเรียกว่า อีแปะดีบุก หรือ ปี้ดีบุก เพื่อใช้เป็นเงินปลีกในพื้นที่ภาคใต้ในคราวที่รัฐบาลกลางผลิตเงินปลีกใช้ไม่ทัน และอนุญาตให้กงสีต่าง ๆ ในภาคใต้ผลิตขึ้นใช้ได้เองในหลายพื้นที่ อาทิ ร่อนพิบูลย์ ปากพนัง นครศรีธรรมราช กาญจนดิษฐ์ พัทลุง สงขลา ปัตตานี กลันตัน นอกจากนี้ในสมัยสงครามที่เกิดความขาดแคลนโลหะผลิตเหรียญกษาปน์รัฐไทยก็เคยผลิตเหรียญกษาปน์ปลีกดีบุกเพื่อใช้เป็นเงินตราอยู่ระยะหนึ่งด้วย
อีกเครื่องใช้ที่แพร่หลายมากทั่วทั้งโลก คือ กระป๋องภาชนะใส่อาหาร และ แผ่นโลหะมุงหลังคา ที่เป็นเหล็กและมักขึ้นสนิมง่าย เมื่ออาบเคลือบด้วยดีบุกจะมีคุณสมบัติคงทนขึ้นสนิมได้ยากขึ้น โดยแผ่นโลหะมุงหลังคาที่ชาวไทยนิยมเรียกว่าสังกะสีนั้น ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Tin plate คือแผ่นดีบุก
๓ ว่าด้วยหัตถศิลป์ถิ่นนครบนดีบุก
จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีแร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริ์มากวัดมากศิลป์ มีงานศิลปหัตถกรรมชองช่างศิลป์ท้องถิ่นที่หลากหลาย ทั้งของใช้ เครื่องประดับตกแต่ง จนกระทั่งเครื่องบูชาต่าง ๆ มากมาย มีช่างท้องถิ่นหลายกลุ่มและสกุลช่าง ที่สำคัญคือมีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาขึ้น คือ วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เดิมชื่อว่า “โรงเรียนช่างถม” จัดตั้งเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ที่วัดท่าโพธิ์ ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธชเถร เปรียญ) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นผู้ก่อตั้ง ในการดำเนินการนั้นท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธชเถร เปรียญ) เป็นผู้อุปถัมภ์มาโดยตลอด ได้จ้างครูมาทำการสอนโดยบริจาคเงิน (นิตยภัต) ของท่านเป็นเงินเดือนครู ต่อมาโรงเรียนช่างถมได้ย้ายสถานที่ และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนหลายครั้ง มีสถานะเสมือนวิทยาลัยเพาะช่าง โดยได้อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาแห่งชาติในปัจจุบัน ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
พ.ศ.๒๔๕๖ ชื่อโรงเรียนช่างถม ตั้งอยู่ที่วัดท่าโพธิ์ เปิดสอนวิชาช่างถม หลักสูตร ๓ ปี พ.ศ.๒๔๖๑-๒๔๖๔
พ.ศ.๒๔๘๒ เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราช” ตั้งอยู่หน้าวัดวังตะวันออก
พ.ศ.๒๕๐๕ เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช” และเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษา
พ.ศ.๒๕๑๖ ได้ย้ายสถานที่ไปอยู่ ณ สถานที่สร้างใหม่ คือบริเวณวัดหอไตร ตำบลนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (สถานที่ปัจจุบัน) พ.ศ.๒๕๑๙
มีหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบัน ประกอบด้วย
- ระดับ ปวช. (ประเภทวิชาศิลปกรรม) : ศิลปหัตถกรรมรูปพรรณเครื่องถมและเครื่องประดับ, วิจิตรศิลป์, การออกแบบ (ออกแบบตกแต่ง, ผลิตภัณฑ์, นิเทศศิลป์), คอมพิวเตอร์กราฟิก (ดิจิทัลเพ้นท์, กราฟิกสิ่งพิมพ์/แอนิเมชั่น), การถ่ายภาพและมัลติมีเดีย (ถ่ายภาพเบื้องต้น, โดรน, วิดีโอ, มัลติมีเดีย)
- ระดับ ปวส. (ประเภทวิชาศิลปกรรม - ทวิภาคี) : ศิลปหัตถกรรมรูปพรรณเครื่องถมและเครื่องประดับ, ดิจิทัลกราฟิก (ทัศนศิลป์, ดิจิทัลกราฟิก)
- ระดับ ปวช. / ปวส. (ประเภทวิชาอื่น ๆ - ทวิภาคี) : การบัญชี (บัญชี), การตลาด (การตลาด), เทคโนโลยีสารสนเทศ (นักพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์)
โดยวิทยาลัยและช่างชาวนครทั้งที่เป็นศิษย์ของวิทยาลัยและสืบจากแต่ละสกุลช่าง ได้สานงานช่างศิลป์โดยเฉพาะงานโลหะ หล่อ เคาะ สลักดุน จำนวนมาก ตามที่ปรากฏตามวัดวาอารามและร้านค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะในศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์แห่งวัดพระมหาธาตุวรวิหารจำนวนมากมาย โดยเฉพาะงานเครื่องเงินในกลุ่มต้นไม้เงินต้นไม้ทอง และงานสลักดุนทองแดงโดยเฉพาะที่บานประตูศาลหลักเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่เป็นดีบุกซึ่งขาดหายไปนานมากแล้วนั้น มีช่างศิลป์ถิ่นนครคณะหนึ่งได้ฝากฝีมือสลักดุนดีบุกชุดสำคัญไว้ที่พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีความวิจิตรงดงามโดดเด่นเป็นพิเศษ คือ เสาสี่ต้น ที่เป็นเสารับน้ำหนักจากขาช้าง เสาสี่ต้นนี้ตกแต่งเป็นทรงแปดเหลี่ยม หุ้มด้วยดีบุก โดยดีบุกที่นำมาหุ้มนั้นได้เคาะดุนลวดลายอย่างวิจิตรงดงาม เสาสี่ต้น เป็นสัญลักษณ์แทนคุณธรรมทั้งสี่ศาสนา ที่คอยค้ำจุนโลกมนุษย์ โดยสื่อให้เห็นถึงศาสนาทุกศาสนาล้วนมีคุณธรรม เรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นแก่นหลักที่เป็นสากล อันเป็นธรรมะที่ค้ำจุนโลกไม่ให้ล่มสลาย เสาแต่ละต้นเคาะดุนเป็นภาพเรื่องราวแสดงคุณธรรมของศาสนานั้นๆ คือ
๑. เสาศาสนาพุทธ แทนด้วยเรื่องราว “ทศชาติชาดก”อันเป็นการบำเพ็ญบารมีของ พระโพธิสัตว์สิบพระชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อสื่อถึงบารมีธรรมอันสำคัญยิ่ง ที่เรียกว่า “ทศบารมี” เป็นการบำเพ็ญบารมีหรือคุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูงหรือบรรลุพระโพธิญาณ ด้วยคุณธรรมสิบประการ ได้แก่ เนกขัมบารมี วิริยะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี ปัญญาบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี สัจจะบารมี และทานบารมี
๒. เสาศาสนาฮินดู แทนด้วยเรื่องราว การอวตารของพระวิษณุเทพ ที่เน้นในปางที่แปด คือ กฤษณาอวตารและมหาภารตะ คือ การอวตารมาเป็นพระกฤษณะ อันได้ประทานคัมภีร์ภควัคคีตา ที่เป็นคัมภีร์ปรัชญาธรรมที่สำคัญของศาสนาฮินดูในคราวที่พระองค์เข้าร่วมรบ ในสงครามทุ่งกุรุเกษตร อันเป็นการรบกันระหว่าง ธรรมมะและอธรรม
๓. เสาศาสนามหายาน แทนด้วยเรื่องราวตามคติของชาวจีนที่เล่าถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมีอย่างยิ่งยวดของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ชาวจีนเรียกเจ้าแม่กวนอิม สื่อถึงการกระทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อุทิศชีวิตกายใจ เพื่อมวลมนุษย์ ให้เห็นถึงความ เมตตากรุณาอันจะทำให้มนุษย์มีจิตใจอ่อนโยนไม่เบียดเบียนกันเพื่อความสันติ
๔. เสาศาสนาคริสต์ แสดงเรื่องราวประวัติของศาสนาการกำเนิดของมนุษย์ในคติของชาวตะวันตก ประวัติในพระกรณียกิจของพระเยซู อันสะท้อนถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลหมู่มวลมนุษย์เพื่อให้พบกับหนทางชีวิตอันประเสริฐ โดยความมุ่งหวังของศาสนาทั้งมวลในโลกนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ความต้องการให้เกิดสันติแก่โลกมนุษย์ทั้งสิ้น
๔ คณะช่างเคาะช่างหล่อดีบุกเมืองนคร
คณะช่างดีบุกเมืองนคร ที่ร่วมกันเคาะสลักดุนเสาดีบุกทั้ง ๔ ที่พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณนั้น ประกอบด้วยช่าง ๙ คน สลักดุนกันอยู่ ๙ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๕ นำโดยระนอง สุวรรณ ศิษย์แห่งวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ที่จบการศึกษา ปวช.ในปี ๒๕๓๕ แล้วไปเป็นช่างออกแบบและผลิตดีบุกผสม (พิวเตอร์) เพื่อเป็นเคร่องใช้เครื่องประดับตกแต่งส่งออกต่างประเทศในโรงงานที่ภูเก็ต ๑๐ ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับบริษัทเมืองโบราณที่บางปู เพื่อตั้งทีมสลักดุนเสาดีบุกทั้ง ๔ โดยการชักชวนเพื่อนช่างชาวนครด้วยกัน ๙ คน ช่วยกันสลักสุดจนเสร็จ แล้วทำงานออกแบบเครื่องระลึกต่ออีกระยะหนึ่ง จึงแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ คงเหลือ ๒ คนที่กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ นายระนอง สุวรรณ และ นายสราวุฒิ แดงงาม โดยยังทำการโลหะเคาะสลักดุนรวมทั้งหล่อดีบุกผสมหรือพิวเตอร์บ้างเป็นครั้งคราว
มีผลงานล่าสุดที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ไว้คือ ตรีรัตนะดีบุกผสม(พิวเตอร์) ที่ระลึกวาระ ๑๒ ปี ของหอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ พระลากแม่รัตนาบุเงินตามอย่างช่างโบราณเมืองนคร ถวายวัดจันทาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ต้นกัลยาณมิตรถวายพระบรมธาตุเจดีย์ ในโครงการช่างศิลป์ถิ่นนคร ร่วมกับสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น กระทรวง อว. โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ นวลนุ่มและคณะ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ภายใต้การสนับสนุนของ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้อำนวยการ และ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช แห่งบวรนคร และได้พัฒนาหลักสูตรอบรมการเคาะสลักดุนโลหะรูปหัวนโมขึ้นในโครงการด้วย นับเป็นการฟื้นฟู ส่งเสริมสร้างสรรค์ งานช่างศิลป์ถิ่นนคร โดยเฉพาะดีบุกให้กลับคืนมา
๑๔ ธันวา ๖๘ ๒๐๕๐ น
บ้านบวรรัตน์ ท่าวัง เมืองนคร
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1978848466343599&set=pcb.1978849309676848





